BLOG
เปลี่ยนรถใหม่ทุก 5 ปีคือวิถีคนฉลาด
หลายคนคงมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เมื่อซื้อรถมาแล้ว 1 คันก็ต้องใช้งานให้คุ้มค่า ใช้จนมันพังไปข้างหนึ่ง แต่รู้ตัวหรือเปล่าว่านั่นคือ วิธีที่ทำให้คุณขาดทุนอย่างย่อยยับ การเปลี่ยนรถต่างหากที่ทำให้เราคุ้มค่าที่สุดโดยมีวิธีการง่ายๆ คือ ควรเปลี่ยนรถคันใหม่ทุก 5 ปี
คำถามคือทำไมถึงควรเปลี่ยน แล้วมันคุ้มค่าจริงหรือไม่
แน่นอนว่าหากคุณซื้อรถแบบ Hire Purchase หรือการวางเงินดาวน์ก้อนหนึ่งแล้วผ่อนกับไฟแนนซ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งปกติแล้วอายุสัญญาจะอยู่ประมาณ 60 งวดหรือ 5 ปี เมื่อผ่อนหมดคุณก็จะได้เป็นเจ้าของรถ นำรถไปใช้งานต่อได้ตามใจชอบ นี่คือเรื่องราวที่คนทั่วไปคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว… แต่ในความเป็นจริงมันมีความลับซ่อนอยู่ ความลับที่ถ้าใครไม่ไปถึงจุดนั้นอาจจะมองไม่เห็นก็ได้
ลองสมมติให้นาย A เป็นคนที่ผ่อนรถ 5 ปีกับไฟแนนซ์ เมื่อผ่อนหมดแล้ว นาย A ก็จะได้รถมาครอบครองไม่ต้องจ่ายค่างวดให้กับไฟแนนซ์อีกต่อไป คำถามคือ นาย A ไม่ต้องเสียเงินไปกับรถอีกแล้วใช่หรือเปล่า? คำตอบจริงๆ คือ ไม่ใช่
แม้จะไม่ต้องจ่ายค่างวดแล้ว นาย A ยังต้องซื้อประกันอุบัติเหตุทุกปี ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับเหตุไม่คาดฝันบนท้องถนน แถมยังต้องนำรถเข้าเช็คระยะที่ศูนย์บริการทุก 6-12 เดือน สิ่งที่นาย A กำลังทำอยู่คือบำรุงรักษาเครื่องจักรที่สึกหรอลงไปทุกวัน และเมื่อเวลาผ่านไปอะไหล่ก็เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ ค่าซ่อมก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น
ยังไม่นับถึงเรื่องเทคโนโลยีของรถนาย A ที่ล้าสมัย เริ่มจากระบบช่วยเหลือต่างๆ ระบบความบันเทิง ไปจนถึงระบบขับเคลื่อนของรถ สุดท้ายนาย A ก็ต้องทนใช้รถเก่าไปเรื่อยๆ ถ้าไม่อยากเปลี่ยนคันใหม่ หรือจะยอมตัดใจขาย ราคารถก็ตกลงอย่างรวดเร็วทุกปี จนขายได้เงินอันน้อยนิด
นาย A อาจจะใช้รถอย่างคุ้มค่า แต่ใช้เงินไม่คุ้มแน่นอน
กลับกันลองสมมติให้นาย B ออกรถกับไฟแนนซ์พร้อมกับนาย A โดยให้เป็นรถรุ่นเดียวกัน เมื่อผ่อนครบ 60 งวดนาย B ก็เป็นอิสระเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันคือนาย B รีบขายรถและออกคันใหม่ทันที การตัดสินใจแบบนี้ทำให้นาย B บริหารเงินอย่างฉลาดหรือไม่?
นาย B ฉลาดที่ไม่แบกรับภาระรถเก่าเสื่อมสภาพ ไม่ต้องขับไปซ่อมไป ไม่ต้องกังวลเรื่องความล้าสมัยของรถ แต่สิ่งที่ยังตามนาย B มาก็คือ ค่างวดรอบใหม่ที่ต้องจ่ายให้กับไฟแนนซ์ รวมถึงค่าประกันอุบัติเหตุ (ที่อาจจะฟรีแค่ในปีแรก) ค่าบำรุงรักษา ค่าซ่อมที่คาดเดาไม่ได้ รวมถึงต้องจัดการภาษีและพ.ร.บ. ด้วยตนเอง
ยังไม่รวมเรื่องที่นาย B ต้องขายรถในราคาที่ขาดทุนย่อยยับอีกต่างหาก แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติก็ตาม แต่ไม่มีใครบอกได้ว่านาย B จะขายรถได้เงินพอที่จะนำไปดาวน์รถคันใหม่เสมอไป หากไม่เป็นแบบนั้นนาย B ก็ต้องเอาเงินตัวเองโปะเพื่อพอจะดาวน์รถใหม่ที่ตัวเองต้องการ
นาย B ฉลาดบริหารเงินมากกว่านาย A แต่ก็ยังไม่สุด
จะเกิดอะไรขึ้นหากนาย A และนาย B รถเสียและต้องนำรถไปซ่อมเป็นเวลานานๆ เขาทั้งสองคนต้องเสียเงินให้กับรถสาธารณะหรือต้องจ่ายเงินเช่ารถมาใช้ชั่วคราว ทำให้สภาพคล่องในช่วงนั้นลดลง และหากเป็นรถที่ใช้เพื่อประกอบอาชีพ จะเช่าอะไรมาทดแทนก็ดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แล้วใครล่ะฉลาดที่สุดในเรื่องนี้?
คำตอบคือนาย C ที่ใช้บริการ Car Subscription หรือเช่าใช้รถยนต์ซึ่งอยู่ระหว่างการซื้อรถแบบ Hire Purchase และการเช่ารถเข้าด้วยกัน รับรองหากออกรถพร้อมกัน ในระยะเวลา 5 ปีนาย C จะมีเงินเหลือมากกว่านาย A และนาย B อีกทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่คล่องตัวมากกว่าด้วย
นาย C ไม่ต้องวางเงินดาวน์ เขาจึงไม่ต้องเสียเงินก้อน ไม่ต้องห่วงกับการซื้อประกันอุบัติเหตุ ไม่ต้องเตรียมเงินสำหรับเข้าศูนย์บริการเช็คระยะ หรือไม่ต้องรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันต่างๆ มีรถทดแทนให้ใช้ฟรี มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเรื่องต่างๆ แถมไม่ต้องดำเนินการเรื่องภาษีหรือพ.ร.บ. ด้วยตนเองอีกด้วย เพราะทุกค่าใช้จ่ายตลอดสัญญารวมอยู่ในค่าบริการรายเดือนหมดแล้วนั่นเอง
เมื่อผ่านไป 5 ปี นาย C มีอิสระที่จะเลือกซื้อรถคันเดิม คืนรถให้กับผู้ให้บริการหากเขาไม่ต้องการใช้งานต่อ หรือ เลือกออกรถป้ายแดงคันใหม่โดยไม่ต้องเสียเงินดาวน์ เขาไม่ต้องขายรถเอง ไม่ต้องเสียเงินก้อน และได้ขับรถรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างรวดเร็วไร้รอยต่อ
นาย C จึงวางแผนการเงินได้อย่างสบายใจและพร้อมเปลี่ยนรถใหม่ทุก 5 ปีโดยไม่เสียเงินมากเกินจำเป็น นี่คือวิถีของคนฉลาดบริหารเงิน ชีวิต Eazy Life สไตล์นาย C
คุณเองก็ทำได้เหมือนนาย C
