บทความ
10 ข้อควรรู้ก่อนซื้อรถ EV
รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV (Electric Vehicle) เป็นเทรนด์ของรถยนต์ที่ในปัจจุบันคนให้ความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ฝั่งเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่น รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน และส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศใช้ รถ EV เพื่อลดมลภาวะการปล่อยก๊าซคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของ PM 2.5 ด้วย
ปัจจุบันประเทศไทยคนให้ความสนใจรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการเติบโตในตลาดเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่ง ดูได้จากปี 2566 มียอดจดทะเบียนรถไฟฟ้า EV ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566 มากถึง 76,538 คัน เติบโตขึ้นกว่า 695.9% เมื่อเทียบกับปี 2565 ทำให้เห็นว่าคนไทยสนใจซื้อรถไฟฟ้าใช้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น วันนี้ Eazy Car มี 10 ข้อควรรู้ก่อนซื้อรถ EV ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เมื่อต้องใช้รถไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้า มีทั้งหมด 4 ประเภท คือ
- ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV, Hybrid Electric Vehicle)
- ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (PHEV, Plug-in Hybrid Electric Vehicle)
- ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV, Battery Electric Vehicle)
- ยานยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง หรือรถไฮโดรเจน (FCEV, Fuel Cell Electric Vehicle) ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้คือรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ หรือ BEV นั่นเอง
ข้อควรรู้ก่อนจะซื้อรถไฟฟ้า
1. ศึกษาสเปค และ ข้อมูล ของรถยนต์ไฟฟ้าที่คุณต้องการซื้อ
ต้องเข้าใจก่อนว่ารถไฟฟ้าขับเคลื่นด้วยระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวทำให้ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องการชาร์ตแบตเตอรี่ก่อนใช้งาน และระยะทางในการขับขี่สำหรับการชาร์ต 1 ครั้ง ซึ่งในแต่ละรุ่นจะมี สมรรถนะ และ ความจุของแบตที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนเลือกซื้อรถไฟฟ้าต้องดู รูปแบบการใช้งาน ระยะทางการวิ่ง ความจุของแบต และสมรรถของรถที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ด้วย
2. รถไฟฟ้าเหมาะกับผู้ใช้งานแบบไหน
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะรถไฟฟ้ามีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของระยะทางที่สามารถขับต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง การใช้รถไฟฟ้าต้องวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ เหมาะกับคนที่เข้าใจในเทคโนโลยี และคนที่ใช้รถเฉลี่ยต่อวันไม่เกินระยะทางของรถ รวมทั้งเข้าใจการใช้งานรถไฟฟ้าอย่างถูกวิธี ถ้าเข้าใจและพร้อมเรียนรู้ คุณก็เหมาะกับการใช้งานรถไฟฟ้า
3. ความจุของแบตเตอรี่รถ และระยะทางที่วิ่งได้ไกลที่สุด
รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% จะมีความจุแบตอยู่ที่ 60-90 kW ซึ่งวิ่งได้ไกลถึง 338-473 กิโลเมตร ต่อการชาร์ต 1 ครั้ง ถ้าหากต้องการใช้งานรถที่วิ่งได้ระยะไกลมากยิ่งขึ้นจะต้องเลือกรุ่นที่มีความจุของแบตสูงมากยิ่งขึ้นซึ่งทำให้ราคาของรถสูงขึ้นตามไปด้วย
4. ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ของตัวรถ
สิ่งที่จำเป็นต้องรู้อีกอย่างหนึ่ง คือ รถไฟฟ้าที่จะซื้อนั้นใช้ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่นานแค่ไหนทั้งในรูปแบบ การชาร์จแบบธรรมดาที่ใช้ไฟบ้านเป็นกระแสสลับ (AC Charging) ใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 12-16 ชม. หรือ การชาร์จแบบรวดเร็วจากตู้ไฟฟ้า EV Charger ใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชม. และ รูปแบบการชาร์จด่วนแบบ ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charging) จะใช้สำหรับการชาร์จตามสถานีชาร์จนอกบ้าน จะใช้เวลาน้อยกว่า โดยเฉลี่ยเพียง 40 – 60 นาที
5. การติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน
สิ่งที่ทำให้เราเข้าใจผิดในปัจจุบัน คือการชาร์จแบตเตอรี่รถ EV สามารถชาร์จที่ไหนก็ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ เพราะระบบรับประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ และพลังงานศักย์ของไฟฟ้ามีความแตกต่างกัน ดังนั้นการติดตั้งที่ชาร์จไฟที่บ้าน จะต้องเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างน้อย 30 แอมป์ (A) ขึ้นไป รวมถึงการเปลี่ยนสายเมนไฟฟ้าเข้าบ้านเป็น 25 ตร.มม. และเปลี่ยนลูกเซอร์กิต (MCB) ให้มีขนาด 100 แอมป์(A) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และต้องเพิ่ม Circuit Breaker อีก 1 ช่องในตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) เพื่อแยกกระแสไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ในบ้าน และต้องมีการติดตั้งเครื่องตัดไฟฟ้าอัตโนมัติ กรณีหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงต้องเตรียมเต้ารับ (EV Socket) เพื่อเสียบชาร์จรถให้สอดคล้องกับปลั๊กของรถยนต์ในแต่ละรุ่น โดยจุดชาร์จไฟ ในบ้าน ต้องเดินวงจรไฟฟ้าแยกออกเพื่อความปลอดภัย และต้องติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
6. ดูเรื่องการซ่อมบำรุง
หากเปรียบเทียบค่าซ่อมบำรุง รถที่ใช้น้ำมันกับรถ ที่เป็น EV 100% มีค่าบำรุงรักษาที่แตกต่างกัน รถที่ไม่มีเครื่องยนต์ทำให้ค่าบำรุงดูแล เฉลี่ยแล้วต่ำกว่ารถที่ใช้น้ำมัน 50% ส่วนรถที่ใช้น้ำมันต้องดูแลบำรุงรักษามากกว่าเพราะ ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 6 เดือนหรือ 10,000 กิโลเมตร แต่รถไฟฟ้าหากเสียจะมีค่าอะไหล่แพงกว่า เช่น ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่จะอยู่ที่ 162,000 – 220,000 บาท เห็นได้ว่าผู้ใช้รถ EV จะสบายเรื่องการซ่อมบำรุงที่ไม่วุ่นวาย แต่ถ้าหากต้องซ่อมขึ้นมา อาจต้องเสียเงินหลักแสน นอกจากนี้รถน้ำมันหากเสียสามารถเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมทั่วไปได้ แต่รถ EV จะต้องเข้าศูนย์ทันทีเพราะเทคโนโลยียังไม่แพร่หลายทั่วไป
7. ค่าประกันภัยรถไฟฟ้า
เนื่องจากรถไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกรณีเสียหายหนัก ดังนั้นการทำประกันภัยรถไฟฟ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันค่าประกันภัยรถไฟฟ้ามีราคาสูงกว่ารถทั่วไป ในปีแรกอาจมีโปรโมชั่นฟรีค่าประกันภัยแต่ปีต่อไปต้องจ่ายเอง อาจเสียค่าประกันภัยตั้งแต่ปีละ 2 หมื่นไปจนถึง 8 หมื่นบาท เพราะเป็นสินค้าใหม่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก ปริมาณรถใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ทั่วไปเมื่อเทียบกันยังมีสัดส่วนต่างกันมาก บริษัทประกันภัยจึงออกแผนประกันภัยรถไฟฟ้าไม่มาก ทำให้ประกันภัยรถไฟฟ้ามีราคาสูงแต่หากมีรถไฟฟ้าเพิ่มในอนาคต ค่าประกันภัยอาจจะมีราคาที่ต่ำลงกว่าปัจจุบัน
8. อายุของมอเตอร์และแบตเตอรี่จะใช้งานได้นานแค่ไหน?
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6-8 ปี ซึ่งแบตเตอรี่และมอเตอร์ในรถไฟฟ้าจะค่อยๆเสื่อมลง รถ EV ควรชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นและลดการเสื่อมของแบตเตอรี่ การชาร์จบ่อยอาจมีผลต่อการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ไม่มากนัก เพราะออกแบบให้ถูกใช้งานซ้ำ การรับประกันแบตเตอรี่สำหรับ รถยนต์แต่ละคันไม่เหมือนกันจึงต้องใช้ “ระยะเวลา” และ “ระยะทาง” เป็นตัวกำหนดด้วย
9. ค่าใช้จ่ายในการชาร์จ
ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟฟ้านั้นมีราคาที่ถูกกว่าน้ำมัน รถที่ใช้น้ำมันจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1-3 บาทต่อกิโลเมตร แต่สำหรับรถไฟฟ้าจะอยู่ที่ 0.20-0.50 สตางค์ต่อกิโลเมตร แต่ใช้เวลาในการชาร์จไฟฟ้าเพื่อให้พร้อมออกเดินทางที่นานกว่าการเติมน้ำมันซึ่งผู้ที่สนใจออกรถ EV อาจจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของการใช้ชีวิตของตนเองด้วย โดยการเติมน้ำมัน กับการชาร์จแบตนั้น อย่างเร็วที่สุดต่างกันประมาณ 30 นาที
10. รถไฟฟ้าสามารถลุยน้ำได้ไหม
รถไฟฟ้าสามารถลุยน้ำได้เหมือนรถทั่วไป ระบบไฟฟ้าไม่ช็อตแน่นอน เรื่องนี้หลายคนหมดกังวลได้ เพราะ เทคโนโลยีรถไฟฟ้านั้นถูกออกแบบมาให้มีมาตรฐานสูงมาก ก่อนจะผลิตจะถูกทดสอบในหลายขั้นตอน รวมถึงการทดสอบลุยน้ำด้วย ซึ่งทั่วไปหากเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ จะสามารถลุยน้ำและเครื่องยนต์ไม่ดับ หากน้ำท่วมถึงระดับไฟหน้า แต่การใช้งานจริง เมื่อน้ำท่วมถึงใต้ท้องรถจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทาง สำหรับรถไฟฟ้าระบบไฟจะยังคงทำงานการซีลระบบไฟฟ้าในรถไฟฟ้าถูกออกแบบมาอย่างรัดกุม และมีโอกาสน้อยมากที่น้ำจะเข้าไปทำให้ระบบไฟฟ้าลัดวงจรได้ เพราะฉะนั้นรถไฟฟ้าสามารถขับลุยน้ำได้ไม่ดับแน่นอน
บริการ New Car Subscription ของ Eazy Car สำหรับการออกรถไฟฟ้า
การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากจะช่วยลดการปล่อยมลภาวะและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนเทรนด์การขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การซื้อรถไฟฟ้าใหม่อาจมีความซับซ้อนและข้อควรพิจารณาหลายประการ ทั้งในเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ การบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายต่างๆ
บริการ New Car Subscription จาก Eazy Car เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้งานรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดเหล่านี้ Eazy Car นำเสนอแพ็คเกจที่ครบครัน ไม่เพียงแค่ให้คุณเลือกรถ EV รุ่นที่ต้องการได้อย่างอิสระ แต่ยังดูแลเรื่องการบำรุงรักษาและการซ่อมบำรุงทั้งหมดให้คุณ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแบตเตอรี่ การตรวจเช็คสภาพรถ หรือแม้กระทั่งการให้คำปรึกษาเรื่องการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน
นอกจากนี้ บริการจาก Eazy Car ยังช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนหรืออัปเกรดรถไฟฟ้าได้เมื่อครบสัญญา โดยไม่ต้องรับภาระในการเป็นเจ้าของรถที่ยาวนาน ไม่ว่าคุณจะต้องการใช้รถไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะ หรือเพียงต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ Eazy Car ก็พร้อมที่จะตอบสนองทุกความต้องการของคุณด้วยความสะดวกสบายและความมั่นใจที่สูงสุด
ด้วยบริการ New Car Subscription จาก Eazy Car คุณจะสามารถเข้าสู่โลกของรถไฟฟ้าได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงหรือการดูแลรักษาที่ซับซ้อน เพียงแค่สนุกกับการขับขี่ในทุกวันและรู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
