บทความ
ก่อนออกเดินทาง เรื่องยางต้องใส่ใจ
ก่อนออกเดินทางทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเส้นทางที่ใช้ประจำหรือเดินทางท่องเที่ยวไกลๆ คุณแบ่งเวลาสักนิดมาเพื่อดูแลยางรถของคุณทั้งสี่ล้อเสมอ ควรตรวจสอบให้ยางอยู่ในสภาพดี ไม่มีความเสียหาย ไม่แบนหรืออ่อนจนเกินไป เติมลมได้พอเหมาะ และสังเกตอายุการใช้งานและดอกยางด้วยถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนเส้นใหม่หรือยัง
หากคุณดูแลยางให้ดีก่อนออกเดินทาง สิ่งที่จะตามมาก็คือ
- เพิ่มความปลอดภัยในการขับ ยางของคุณจะยึดเกาะผิวถนนได้ดีและช่วยในการลดระยะเบรก แถมให้ความรู้สึกการขับที่นุ่มนวลด้วย
- ยืดอายุการใช้งาน หากยางอ่อนเกินไปและบดกับพื้นถนนเป็นระยะเวลานานขอบหรือแก้มยางจะสึกไวขึ้น หากเติมลมจนแข็งเกินไปส่วนหน้ายางก็จะสึกไวขึ้นเช่นกัน
- ประหยัดน้ำมัน แรงดันในยางจะส่งผลต่ออัตราเร่งของรถทำให้รถต้องใช้กำลังมากขึ้นและเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าเราเติมลมยางให้พอเหมาะรถก็จะเร่งได้ดีขึ้นและใช้น้ำมันน้อยลง
สังเกตอย่างไรว่ายางอ่อนหรือแบน
เมื่อลมยางรถอ่อนหรือเกิดยางแบนขึ้น เราสามารถสังเกตุความผิดปกติได้จากการดูลักษณะยางหรือลักษณะรถที่เอียงได้ข้างในข้างหนึ่ง หรือขณะขับจะรู้สึกว่าควบคุมรถยาก พวงมาลัยหนักผิดปกติ หากเป็นล้อหน้าพวงมาลัยจะเสียการควบคุมได้ง่าย และสุดท้ายสังเกตว่ารถอืดกว่าที่เคย
เติมลมยางเท่าไหร่ดี
สำหรับรถทุกรุ่นจะมีคำแนะนำในการเติมลมยางติดไว้บริเวณประตูรถด้านใดด้านหนึ่งอยู่แล้ว โดยบางรุ่นจะแยกเป็นล้อหน้าและหลัง และระบุเป็นพิเศษในกรณีบรรทุกน้ำหนัก ผู้ขับสามารถเลือกตามตัวเลขที่ระบุไว้ได้เลย โดยปกติควรตรวจสอบและเติมลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง เคล็บลับอีกข้อคือควรเติมลมตอนที่ยางยังเย็นอยู่เพื่อให้ได้ความดันที่ถูกต้อง หรือหากขับมาด้วยระยะทางไกลควรเติมเผื่อจากคำแนะนำไปอีก 2 ปอนด์
ปัจจุบันการเปลี่ยนยางทั้ง 4 เส้นจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาท โดยยางแต่ละชุดนั้นมีอายุการใช้งานราวๆ 2 ปีขึ้นอยู่กับการขับของเรา อย่างไรก็ตามแม้จะใช้รถน้อยแต่ยางก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพไปตามอายุการผลิตอยู่ดี แต่สำหรับสมาชิก Eazy Car ไม่ต้องกังวล เพราะเราพร้อมเปลี่ยนยางให้ฟรีอยู่แล้ว
ตัวเลขต่างๆ บนแก้มยางบอกอะไรเราบ้าง
ยางแต่ละเส้นจะมีตัวเลขต่างๆ เพื่อแสดงคุณสมบัติอยู่ โดยจะเขียนเป็นรหัสตัวเลขผสมกับตัวอักษรภาษาอังกฤษ เช่น 185/55R16 โดยเราสามารถแยกตัวเลขออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
- ตัวเลขหน้าสุด (185) หมายถึง ขนาดหน้ากว้างของยาง มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร (มม.)
- ถัดมาคือซีรีย์ หรือความสูงของแก้มยาง โดยตัวเลขนี้จะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) หมายถึง 55% ของ 185 มม. ฉะนั้นยางเส้นนี้จะมีความสูงของแก้มอยู่ที่ 101.75 มม.
- อักษร R ระบุถึงชนิดของยาง โดย R หมายถึงประเภทยางเรเดียลซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป เนื่องจากมีคุณลักษณะการออกตัว อัตราเร่ง การควบคุม การหมุน และความปลอดภัยที่เหนือกว่ายางผ้าใบที่ไม่มีเส้นตีเกลียวเสริมยางอีกชั้น ยางเรเดียลจึงเหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางด้วยความเร็วสูง
- เลขตัวสุดท้ายคือ เส้นผ่าศูนย์กลางของวงล้อหรือเรียกกันว่า “ขอบล้อ” ซึ่งมีหน่วยเป็น นิ้ว โดยรถแต่สามารถใส่ล้อได้ขนาดต่างกัน เนื่องจากถูกจำกัดไว้ด้วยซุ้มล้อ การเลือกใช้ยางจึงต้องแตกต่างกันไปด้วย การใส่ยางใหญ่กว่าขอบล้อนั้นสามารถทำได้ แต่อาจจะส่งผลต่อการควบคุมในบางจังหวะที่เราขับขี่มาด้วยความเร็ว นอกจากนี้ยังมีผลในการสิ้นเปลืองน้ำมันและช่วงล่างของรถอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีตัวเลขแสดงค่าดัชนีในการรับน้ำหนักของยางต่อเส้น และตัวอักษรที่บอกขีดจำกัดความเร็วสูงสุด โดยจะแสดงคู่กันเช่น 88H, 93W, หรือ 95W
เมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยนยาง
การพิจารณาจะเปลี่ยนยางชุดใหม่นั้น นอกจาสิ้นสภาพการใช้งานโดนสมบูรณ์ เช่น ยางแตก ยางระเบิด หรือยางมีความชำรุดเป็นแผลใหญ่แล้ว เราต้องดูสถาพดอกยางด้วยว่าสึกหรอไปเพียงใดแล้ว ยางใหม่ๆ จะมีดอกยางลึกประมาณ 8-9 มม. และหากใช้งานไปจนเหลือเพียง 3 มม. หรือน้อยกว่าควรจะรีบเปลี่ยนได้แล้ว นอกจากนี้อายุยางก็สำคัญเช่นกัน ควรใช้ยางอายุไม่เกิน 6 ปีจากปีที่ผลิต (ซึ่งจะแสดงอยู่บนขอบยางอยู่แล้ว) หากสภาพยางของเราไม่เข้าข่ายเหล่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่แต่อย่างใด
ข้อควรคำนึงในการเลือกยางชุดใหม่
ไม่ควรเปลี่ยนขนาดยางให้แตกต่างจากเดิมมากนัก หากเราใช้ยางที่เล็กเกินไปจะส่งผลให้รถรับน้ำหนักได้น้อยลง กินน้ำมันมากขึ้น และอาจจะทำให้มาตรวัดต่างๆ ผิดเพี้ยนได้ ขณะเดียวกันยางที่ใหญ่เกินไปจะทำให้พวงมาลัยหนัก ยางจะเสียดสีกับซุ้มล้อได้ง่าย ส่งผลให้ยางและซุ้มล้อเสียหาย รวมถึงทำให้มาตรวัดแสดงผลผิดพลาดเช่นกัน นอกจากนี้ต้องเลือกดัชนีการน้ำหนักให้ใกล้เคียงกันด้วย มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ยางแตกระหว่างขับได้
